เทคโนโลยีที่นำมาใช้สำหรับธุรกิจโรงแรม

ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจบริการสามารถนำเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในปัจจุบันมาใช้ ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง มีเทรนด์ที่น่าติดตามอยู่ด้วยกัน 6 เทรนด์ดังนี้

1. Cloud / บริการซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต (SaaS)

ปัจจุบันธุรกิจโรงแรม และธุรกิจบริการหันมาใช้เทคโนโลยี Cloud และ Saas เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วยลดต้นทุน ค่าดูแล บำรุงรักษาเว็บไซต์ ไม่ต้องเสียเงินจ้างพนักงาน ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาด้านไอทีของเว็บไซต์ ทำให้มีเวลาให้กับงานบริการลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้ ยังความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดระบบให้ตรงกับ ความ ต้องการ สามารถอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ให้อัตโนมัติ โดยปราศจากค่าใช้จ่ายใด ๆ ทันทีที่มีการออกเวอร์ชั่นใหม่ ระบบจะทำการอัพเกรดให้อย่างอัตโนมัติ เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ไม่ใช่แฟชั่นที่จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เป็นเทรนด์ที่กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นเพื่อก้าวสู่อีกยุคหนึ่งของธุรกิจ โรงแรมที่ง่ายและสะดวกสบายขึ้น

2. อุปกรณ์เคลื่อนที่

เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน เป็นช่องทางใหม่ที่ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจบริการไม่ควรพลาด ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกในขั้นตอนเช็คอิน เพิ่มประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้า ไม่ต้องเสียเวลาเช็คอินที่เคาน์เตอร์แบบเดิม ทั้งยังช่วยโรงแรมในการลดจำนวนพนักงานหน้าเคาน์เตอร์อีกด้วย และไม่จำเป็นเฉพาะโรงแรมที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่เท่านั้น โรงแรมขนาดเล็กที่มีงบประมาณไม่มากนักก็สามารถทำได้ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดการแข่งขันในงานบริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

3. โซเชียลมีเดีย

การรีวิวของลูกค้าใน Trip Advisor มีผลอย่างมากต่อผู้ที่มองหาสถานที่ พักผ่อน กิน เที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งจะทำให้ธุรกิจของคุณถูกบอกต่อได้ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ในขณะที่ Facebook หรือ Twitter ก็มาแรงมากจนโรงแรมไหนที่ไม่มีเพจหรือทวิตเตอร์ หรือมีแต่ไม่ได้อัพเดท หรือคอยตอบคำถามลูกค้าอย่างรวดเร็ว ก็จะถูกมองว่าบริการไม่ดี สร้างความไม่ประทับใจตั้งแต่ยังไม่ทันได้ใช้บริการ ส่วนโรงแรมไหนดูแลเพจอย่างตั้งใจ ก็จะสามารถดึงดูดให้มีแฟนและผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเอื้อต่อการ สื่อสารต่าง ๆ ของโรงแรมสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

4. ระบบที่สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล

ลูกค้าคาดหวังที่จะได้รับประสบการณ์เฉพาะบุคคลจากโรงแรม ที่ไม่ใช่แค่การจำหน้าได้ เรียกชื่อถูก แต่อาจเป็นระบบแสดงข้อความต้อนรับลูกค้าผ่านหน้าจอโทรทัศน์ หรือบริการพิเศษอื่น ๆ เช่น อาหารจานพิเศษ การประดับดอกไม้ภายในห้องพัก เป็นต้น การมีระบบเก็บข้อมูลลูกค้าทำให้คุณทราบว่าลูกค้าคนนี้เคยมาใช้บริการแล้ว อาจจัดบริการพิเศษแก่ลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำ เพื่อตอกย้ำให้เกิดความประทับใจและนึกถึงโรงแรมของคุณทุกครั้งที่ต้องการมา พักผ่อน รวมถึงสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือการบอกต่อ แนะนำให้คนรู้จักมาใช้บริการกับคุณ

5. ระบบที่รวมเข้าเป็นมาตรฐานเดียวกัน

หลาย ๆ โรงแรมมักมีบริการอื่นเพิ่มเติมนอกจากห้องพัก และอาหาร เช่น บริการสปา หรือสนามกอล์ฟ หากสามารถรวมเข้าเป็นระบบเดียวกันได้จะทำให้สามารถจัดการกับข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งเห็นมุมมองที่แท้จริงในเรื่อง รายได้ กำไรชัดเจนขึ้นจากการที่โรงแรมสามารถดึงรายงานต่าง ๆ เกี่ยวกับงานบริหารการโรงแรมและการสื่อสารกับลูกค้าทั้งหมดมารวมเข้าไว้ในที่เดียวกันและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

6. ก้าวสู่ระดับสากล

เทรนด์สุดท้ายสำหรับยุคโลกาภิวัตน์นี้คือ การทำให้โรงแรมของคุณเป็นที่รู้จักไม่เพียงในประเทศเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถรู้จักคุณได้ ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ที่มีการจัดเตรียมข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ ค่าเงินสกุลต่าง ๆ รวมไปถึงการฝึกอบรมพนักงานให้รู้จักธรรมเนียมสากล และธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญ ๆ ของลูกค้าแต่ละชาติเพื่อให้สามารถรองรับลูกค้าทั่วโลกได้อย่างมืออาชีพอีกด้วย

เทรนด์ข้างต้นสามารถนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและยกระดับขีดการแข่งขันในธุรกิจของคุณ ตามเทรนด์ให้ทัน แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้โดยง่าย ก็ค่อย ๆ ปรับค่อย ๆ เปลี่ยนตามความสามารถและความเหมาะสมขององค์กรคุณต่อไปค่ะ

ธุรกิจขนาดย่อมสร้างความเจริญเติบโตโดยการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจองค์การภาคเอกชนได้เลิกกิจการและบางแห่งได้ลดจำนวนพนักงานลง ทำให้เกิดปัญหาการว่างงานโดยเฉพาะพนัหงานหรือเจ้าหน้าที่ธุรกิจของสถาบันการเงิน บริษัทส่งสินค้าออก ฯลฯ บุคคลเหล่านี้ต้องดิ้นรน เพื่อแสวงหาอาชีพใหม่เลี้ยงดูดตนเองและครอบครัว ธุรกิจขนาดย่อมจึงเป็นอาชีพน่าสนใจของผู้ประกอบการใหม่ที่ใช้เงินทุน และแรงงานในระยะเริ่มแรกไม่มากนัก

ประโยชน์ของธุรกิจขนาดย่อม
ธุรกิจขนาดย่อมมีการกระจายอยู่ทั่วประเทศ เนื่องจากมีขนาดเล็กดำเนินงานได้ง่าย  จึงมีบทบาทสำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศดังนี้
1.  สร้างงานใหม่ เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เกิดภาวะคนว่างงาน จำเป็นต้องหาอาชีพใหม่ให้กับตนเอง ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากธุรกิจขนาดย่อม เพราะต้นทุนการดำเนินงานต่ำ แรงงานใช้จากบุคคลในครอบครัว มีความเป็นอิสระในการทำงาน ฯลฯ และธุรกิจขนาดย่อมสามารถเติบโตเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ในอนาคตต่อไปได้
2.  สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ธุรกิจขนาดย่อมเป็นองค์กรของผู้ผลิตรายใหม่ที่มีความพยายามสร้างสรรค์ผลงานของตนเองด้วยการลองถูกลองผิด ก่อนที่จะขยายกิจการเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการยอมรับ เช่น การผลิตสบู่สมุนไพร การผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา ฯลฯ
3.  เพิ่มการแข่งขัน การมีธุรกิจขยดย่อมเข้ามาในตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ธุรกิจขนาดย่อมจึงมีส่วนเพิ่มระดับการแข่งขันในทางเศรษฐกิจ
4.  สนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดย่อมมีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ในด้านต่าง ๆ เช่น ช่วยในการผลิต การจัดจำหน่าย การหาข้อมูลทางการตลาด ฯลฯ
5.  เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการความปราณีตการใช้ฝีมือและทักษะ ธุรกิจขนาดย่อมจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาความสามารถในการประกอบการ
6.  เป็นการกระจายการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันการดำเนินงานของธุรกิจขนาดย่อมมีกระจายอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ ย่อมมีบทบาทในการส่งเสริมการกระจายรายได้  และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น
7.  เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ธุรกิจขนาดย่อมสามารถนำบุคคลซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถมาถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่  เป็นการอนุรักษ์ความรู้ถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังได้ศึกษาและพัฒนาผลผลิต เช่น การผลิตสินค้าพื้นบ้านประเภทหัตถกรรมของชุมชน เช่น การสานไม้ไผ่ การทอผ้าฝ้าย ผ้าไหม  เป็นต้น
8.  เป็นการระดมทุน ธุรกิจขนาดย่อมเป็นการรวบรวมเงินทุนของผู้ประกอบการและญาติพี่น้อง ก่อให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการระดมทุน

แนวคิดทางการตลาดสำหรับในการประกอบธุรกิจขนาดเล็ก

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีผู้คนจำนวนมากที่ถูกให้ออก ถูกลดขนาดองค์กร หรือเบื่อหน่ายจากการทำงานในองค์กร และเริ่มสนใจออกเผชิญโชคในเส้นทางการเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก โชคไม่ดีที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ล้มเหลวในการตัดสินใจวางแผนหรือกลยุทธ์ทางการตลาด มีแนวคิดทางการตลาดจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับดำเนินการทางการตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กสำหรับนำมาพิจารณาและวางแผน แต่สำหรับคำแนะนำครั้งนี้จะเลือกมาเพียง 10 แนวคิดสำหรับการตลาดธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น

แนวคิดที่ 1 : ความสอดคล้อง
ความสอดคล้องเป็นแนวคิดด้านการตลาดอันหนึ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น มักไม่พบในการนำไปใช้เป็นแนวคิดทางการตลาดสำหรับธุรกิจทั่วๆ ไปผู้ค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อย ซึ่งพบว่ามีความไม่สอดคล้องอย่างมากในทุกพื้นที่ของการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ความสอดคล้องจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อขายและเพิ่มคุณค่าให้กับตราสินค้า
แนวคิดที่ 2 : การวางแผน
เมื่อเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กตัดสินใจที่จะดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับการตลาด การวางแผนเป็นเป็นแนวคิดหลักต่อมาที่จะต้องเริ่มดำเนินการ การวางแผนเป็นส่วนที่จำเป็นมากสำหรับการตลาดธุรกิจขนาดเล็กหรือการทำการตลาดระดับอื่นๆ สำหรับเจ้าของกิจการจำนวนมาก ผู้จัดการทางการตลาด และยามเมื่อมีระดับการวางแผน CMOs ไม่ดี ให้เวลากับการวางแผนกลยุทธ์
แนวคิดที่ 3 : กลยุทธ์
กลยุทธ์เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติภายหลังการวางแผนทันทีเพราะว่ากลยุทธ์ของคุณจะเป็นรากฐานของกิจกรรมทางการตลาด ในกระบวนการวางแผนคุณต้องทำการพัฒนากลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ทำอย่างไรจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ และวิธีการที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายกลายมาเป็นลูกค้า
แนวคิดที่ 4 : เป้าหมายทางการตลาด
เป้าหมายทางการตลาดถือเป็นอีกแนวคิดที่สำคัญสำหรับตลาดธุรกิจขนาดเล็ก กำหนดให้แน่ชัดว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เจ้าของกิจการธุรกิจขนาดเล็กจะมุ่งเน้นว่าเป็นลูกค้าเฉพาะและนับเป็นการลดการสูญเสียทางการตลาด การกำหนดเป้าหมายทางการตลาดจะทำให้การดำเนินการตามแนวคิดการตลาดอื่นๆ ทำได้ง่ายขึ้นในการทำให้บรรลุและประสบความสำเร็จสูงสุด
แนวคิดที่ 5 : งบประมาณ
ถึงแม้ว่าจะอยู่ในอันดับที่ 5 แต่การจัดสรรงบประมาณก็มีความสำคัญตลอดกระบวนการทั้งหมด การจัดทำงบประมาณทางการตลาดมักเป็นเรื่องยากที่สุดและเป็นส่วนที่มีความคลาดเคลื่อนมากที่สุดสำหรับการตลาดของธุรกิจขนาดเล็ก เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางการตลาดและมักจบลงด้วยการวางงบประมาณคลาดเคลื่อน สิ่งสำคัญที่สุดในแนวคิดด้านการตลาดคือการจัดทำงบประมาณทางการตลาดตามความเป็นจริง ทั้งนี้ควรพิจารณาการ กระจายการใช้จ่ายอย่างเป็นประโยชน์ของเงินทุนที่มีอยู่
แนวคิดที่ 6 : ส่วนประสมทางการตลาด
ส่วนประสมทางการตลาดหมายความรวมถึง ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด ในกรณีเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กคุณจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ (หรือบริการ) การจัดสรรราคา การจัดหาสถานที่และวิธีการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และหาช่องทางชักจูงให้คนรู้จักผลิตภัณฑ์ของคุณ
แนวคิดที่ 7 : เว็บไซต์
ในตลาดปัจจุบันธุรกิจทุกๆ ขนาดจะต้องมีเว็บไซต์ เว็บไซต์ทางธุรกิจไม่ควรมีจำนวนหน้าที่น้อยเกินไปหรือข้อมูลล้าสมัย ลูกค้าจะใช้เวลากว่ากว่า 60% เพื่อค้นหาข้อมูลเว็บไซต์ก่อนตัดสินใจซื้อ แนวคิดการทำตลาดนี้จะมุ่งเน้นการสร้างความประทับใจให้เพิ่มขึ้นในทุกองค์ประกอบ แต่คุณควรจะเริ่ม อย่างน้อยดำเเนินการพัฒนาเว็บไซต์ขนาดเล็กและมีการให้ข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ
แนวคิดที่ 8 : ตราสินค้า
เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยมักจะละเลยความคิดนี้ การตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กจะต้องมุ่งเน้นแนวความคิดด้านการตลาดเช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่   การสร้างตราสินค้าประกอบไปด้วย รูปภาพ โลโก้ แบบรายการ แผนงาน การจัดเตรียม และภาพลักษณ์ของตราสินค้าและองค์กรของคุณ การสร้างตราสินค้าคือการทำอย่างไรให้ลูกค้ารับรู้ถึงผลิตภัณฑ์และองค์กร ให้แน่ใจว่าได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับชนิดของตราสินค้าที่คุณกำลังสร้างขึ้นผ่านขั้นตอนของการวางแผนและดำเนินการ
แนวคิดที่ 9 : การส่งเสริมการตลาดและการโฆษณา
การส่งเสริมการตลาดและการโฆษณาเป็นแนวคิดทางการตลาดที่ค่อนข้างซับซ้อน และต้องคำนึงถึงในธุรกิจทุกประเภทและทุกผลิตภัณฑ์และบริการ เมื่อดำเนินการตามแนวคิดทางการตลาด 8 ข้อข้างต้น สุดท้ายจะต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักและผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการตลาดและการโฆษณาที่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการจดจำตราสินค้าและท้ายที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของยอดขาย
แนวคิดที่ 10 : การจัดการลูกค้าสัมพันธ์
แนวคิดการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ถูกนำมาใช้ในระบบอุตสาหกรรมจำนวนมากในการทำตลาดทั่วโลก มีซอฟแวร์และบริการหลายประเภทถูกนำเสนอเพื่อช่วยเหลือธุรกิจหลายๆ ขนาดในการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ เนื่องจากมีใช้มากและมีประโยชน์มากมายในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมักจะมองแนวคิดนี้ว่าธุรกิจของพวกเขาไม่ได้มีขนาดใหญ่เพียงพอหรือมีเงินทุนในการดำเนินการให้บรรลุผล ไม่จำเป็นต้องทำเช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ๆ การรักษาลูกค้าอย่างเหมาะสมด้วยการจัดการลูกค้าสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความภักดีและการเป็นลูกค้าอย่างเหนียวแน่น

แนวคิดการตลาดข้างต้นควรต้องดำเนินการพิจารณา วิจัย วางแผน และดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ถึงกระนั้นการตลาดไม่ควรหยุดเพียงเท่านี้ ในธุรกิจที่มีความแตกต่างและมีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นจะต้องพิจารณามากยิ่งขึ้น แต่แนวคิดข้างต้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการตลาดของทุกๆ ธุรกิจ

ปัจจัยสำคัญในการลงทุนกับธุรกิจขนาดเล็ก

ในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการลงมือทำ มีนักธุรกิจหลายรายที่ยังกังวลว่าธุรกิจของตนจะไม่ประสบความสำเร็จ โดยในแต่ละปีมีธุรกิจเกิดขึ้นมากมายทั้งในขนาดเล็กและในขนาดใหญ่ และในขณะเดียวกันก็มีธุรกิจจำนวนมากที่ต้องล้มเลิกกิจการไปด้วยเหตุผลต่างๆ เช่นขาดทุนสู้คู่แข่งไม่ได้ ซึ่งยังไม่รวมสาเหตุอื่นๆ เช่นการทุจริต การแตกคอกันของหุ้นส่วน เป็นต้น การล้มเลิกธุรกิจไม่เพียงแต่จะทำให้เงินลงทุนหมด แต่ยังทำให้มีหนี้สินตามมาอีกด้วย ทั้งเงินกู้จากธนาคาร เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น บางรายอาจถูกเจ้าหนี้ฟ้องจนหมดสิ้นทรัพย์สินที่สะสมมานาน

เพราะเหตุนี้การลงมือทำธุรกิจต่างๆจึงต้องอาศัยความรอบคอบ ไม่เพียงแต่คิดว่าจะทำก็ทำได้ทันที ควรเตรียมความพร้อมก่อนลงมือทำ ศึกษาค่าจ่ายในการลงทุน เพื่อไม่ให้การลงทุนเกิดความขาดทุน ยอมเสียค่าใช้จ่ายไปกับการศึกษาการลงทุนดีกว่าลงทุนในทันที

ผู้ประกอบการเป็นสิ่งสำคัญในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัด ผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจขนาดเล็กต้องมีคุณสมบัติเหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการ คุณสมบัติที่สำคัญ ได้แก่ การมีสุขภาพดี มีความขยัน อดทน มีความมั่นใจ ควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่หนีปัญหา มีความซื่อสัตย์ ไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไป มีความรู้ในธุรกิจที่ทำ มีเวลาในการทุ่มเทให้กับธุรกิจ และคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

ในการเลิกลงทุนในธุรกิจขนาดเล็ก ในผู้ที่มีประสบการณ์ในการลงทุนมาก่อนก็ง่ายขึ้น เช่นผู้ที่เคยทำงานในแวดวงธุรกิจ เคยช่วยครอบครัวทำธุรกิจมาก่อน และออกมาทำธุรกิจของตนเองเมื่อถึงเวลา บางส่วนมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว คุ้นเคยกับผู้ผลิต ก็ไม่ต้องศึกษามาก แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนจึงเป็นเรื่องยาก

แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาการลงทุนมีหลากหลาย ผู้ที่สนใจสามารถเลือกหาจากแหล่งต่างๆ ยิ่งละเอียดยิ่งได้ความรู้มาก เช่น จากหนังสือพิมพ์ VCD สื่อโทรทัศน์ วิทยุ วารสาร เป็นต้น หรือแหล่งข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถสืบหาข้อมูลได้ง่าย และไม่ต้องเสียเวลามาก

ในด้านการเขียนแผนธุรกิจเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจขนาดเล็ก การเขียนแผนธุรกิจช่วยให้ผู้ประกอบการมีแนวทางในการประกอบธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีหนังสือจำนวนมากที่แนะนำเกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจ ซึ่งช่วยให้ผู้ระกอบการมีแนวทางในการประกอบธุรกิจที่ชัดเจน สามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม และประเมินการธุรกิจของตนได้ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด

ปัจจุบันการเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องยาก


โดยปกติแล้วธุรกิจไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ก็มักจะมีกิจกรรมทางธุรกิจที่คล้าย ๆ กัน คือ กิจกรรมทางด้านการผลิต การตลาด การบริหารบุคคล และการเงินเป็นต้น แต่เมื่อธุรกิจมีขนาดเล็ก ยังมีกำลังการผลิตไม่สูง มียอดขายไม่มาก ผู้ประกอบการมักจะดูแลกิจกรรมทางธุรกิจทุกด้านด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามเมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จ สิ่งที่ตามมา ก็คือการขยายตัวของกิจกรรมทางธุรกิจในทุกด้าน ซึ่งปริมาณงานก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าผู้ประกอบการไม่รู้ทักษะและกลยุทธ์ในการจัดการ การดูแลที่ไม่ทั่วถึงจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจ และเป็นโอกาสให้คู่แข่งในตลาดคว้าส่วนแบ่งตลาดที่กำลังขยายตัวนี้ไปครอง หรือถ้าผู้ประกอบการยอมไปลงทุนเพื่อขยายงาน แต่ไม่มีการวางแผนและมีระบบการบริหารจัดการที่ดี การลงทุนนั้นนอกจากจะไม่คุ้มค่าก็จะตามมาด้วยภาระหนี้ล้นพ้นตัว และมีโอกาสที่จะล้มละลายได้ การบริหารธุรกิจขนาดย่อมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงขณะที่กำลังขยายตัวจึงต้องการวิธีการบริหารงานแบบมืออาชีพคำว่า “มืออาชีพ” หมายถึงการบริหารแบบมีแผนงานและเป็นระบบ อย่างไรก็ตามความเป็นระบบของธุรกิจมักไม่ค่อยเกิดขึ้นกับธุรกิจขนาดเล็กในช่วงเริ่มต้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในช่วงนี้ขนาดขององค์กรยังไม่ใหญ่ กิจกรรมทางธุรกิจยังไม่มากและซับซ้อนพอที่จะสร้างระบบขึ้นมารองรับ ในช่วงต้นนี้ผู้ประกอบการจะทำหน้าที่เป็นผู้ชำนาญการทั่วไปของงานในทุกแผนก เมื่อธุรกิจเติบโตจนมีปริมาณงานมากพอ การพัฒนาระบบงานที่ดีจะอำนวยประโยชน์ให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผน ติดตามและควบคุมให้การดำเนินงานในทุกด้าน เช่น ผู้ชำนาญการด้านการตลาด การผลิต การบริหารบุคคล หรือการเงิน เข้ามาช่วย และผู้ประกอบการจะต้องหันไปเล่นบทบาทเป็นนักกลยุทธ์ มากขึ้นโดยต้องเรียนรู้ทักษะในการบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อหาวิธีการดำเนินงานให้บริษัทอยู่รอดได้ในระยะยาว

ใครที่คิดว่าธุรกิจขนาดเล็กประสบความสำเร็จได้ยากและไม่ค่อยมีผลอะไรต่อระบบเศรษฐกิจ ขอให้คิดใหม่ได้เลย ปัจจุบันทั่วประเทศมีผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กกระจายอยู่ทุกพื้นที่ เมื่อมีคนผลิต คนขาย และคนซื้อ ก็ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนแล้ว

นอกจากนี้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถลดความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากทำให้ระบบสินค้าไม่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวธุรกิจขนาดเล็กตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทั่วถึงกว่า เนื่องจากผู้ประกอบการที่มีหัวคิดใหม่มักจะผลิตสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภคโดยเป็นสินค้าที่อาจจะยังไม่มีใครผลิต หรืออาจเป็นสินค้าที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม และที่สำคัญที่สุดธุรกิจขนาดเล็กช่วยลดอัตราการว่างงานได้มากทีเดียว การวิเคราะห์ออกมาแล้วว่า 77.86 ของการจ้างงานทั้งหมด เป็นการจ้างงานของวิสาหกิจและธุรกิจขนาดย่อม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นแหล่งจ้างงานของประเทศ นอกจากนี้การว่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือ เช่น คนชรา หรือเด็กจบใหม่ ก็ช่วยพัฒนาความสามารถของแรงงานให้มีประสบการณ์ ไปจนถึงกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ได้

นวัตกรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดย LeXingTonDisTricTumc | PahlawanWeb powered by WordPress