ผลกระทบต่อธุรกิจขนาดย่อมและการส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

ผลกระทบต่อธุรกิจขนาดย่อมและการส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
กิจการขนาดใหญ่และขนาดเล็กล้วนได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นภาคการผลิตที่แท้จริงก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน กลุ่ม SMEs ล้วนประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้อำนาจซื้อการบริโภคของประชาชนลดน้อยลงเป็นผลให้กิจการ SMEs ต้องชะลอ หรือลดการผลิต การจำหน่าย หรือถึงขึ้นปิดกิจการไปในที่สุด

โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือกลุ่ม SMEs ที่เป็นการรับช่วงการผลิตจากกลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางที่ใช้เทคโนโลยีพึ่งพาจากต่างประเทศ เช่นอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นต้น ส่วนกลุ่ม SMEs ที่พึ่งพาตนเองได้และมักจะใช้ภูมิปัญญาไทยเป็นพื้นฐานมาจากครอบครัวจะสามารถดำรงธุรกิจอยู่ได้ เนื่องจากกลุ่มนี้จะมีความคล่องตัวในเรื่องการจัดการ เทคนิคการผลิต การจำหน่าย ซึ่งมักจะมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว เพื่อรับมือกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีกว่า กลุ่ม SMEs ที่รับช่วงการผลิตจากบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดกลาง แต่อย่างไรก็ตามกลุ่ม SMEs โดยทั่วไปก็ยังได้รับผลกระทบจากอำนาจซื้อและการบริโภคที่น้อยลงของประชาชน และมีปัญหาคือสภาพคล่องทางการเงิน ที่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ หากภาครัฐไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ SMEs เหล่านี้ก็จะทยอยปิดกิจการไปเรื่อย ๆ กระทั่ง กลายเป็นปัญหาเรื้อรังทางเศรษฐกิจและส่งผลต่อปัญหาสังคมในที่สุด

แนวทางการดำเนินงานเพื่อพัฒนาธุรกิจขนาดย่อมมีดังนี้

  1. เพื่อบรรเทาปัญหาของธุรกิจขนาดย่อมมีแนวทางดำเนินการคือ

1.1 ปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาในจุดที่ธุรกิจขนาดย่อมมีปัญหา

1.2 สร้างเครือข่ายการปฎิบัติงานของหน่วยงานปฎิบัติการ

1.3 สร้างเครือข่ายการปฎิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน

  1. พัฒนาธุรกิจขนาดย่อมที่ดำเนินการอยู่แล้วให้ขยายตัวเจริญเติบโต มีแนวทางดำเนินการ คือ

2.1 เน้นความเข้มข้นการพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากล

2.2 เน้นกลไกการสนับสนุนเงินทุน การร่วมทุน และการระดมทุน ในตลาดหลักทรัพย์สำหรับธุรกิจขนาดย่อม

  1. สร้างธุรกิจขนาดย่อมที่มีอนาคต มีนวัตกรรม หรือเป็นธุรกิจขนาดย่อมด้านนโยบายการพัฒนาให้เกิด และเติบโตอย่างยั่งยืน มีแนวทางดำเนินการคือ

3.1 เน้นในเรื่องข้อมูลข่าวสารการลงทุนสาขาที่มีศักยภาพ

3.2 เน้นกลไกการส่งเสริมอย่างใกล้ชิดและครบวงจรในลักษณะการบ่มเพาะ

3.3 เน้นกลไกสินเชื่อเพื่อการเริ่มต้นกิจการ

3.4 เน้นกลุ่มเป้าหมายด้านนโยบาย

ร้านอาหารเป็นธุรกิจที่เกิดง่าย และตายง่ายเช่นเดียวกัน

iqf8a162c57eb77541e21f591b6006a5c0ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ อันเนื่องมากจากวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคมเปลี่ยนแปลงไป มีการรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น ทำให้ธุรกิจร้านอาหารและงานบริการจัดเลี้ยงของธุรกิจโรงแรม และเอกชนทั่วไปได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะมีความสะดวกสบาย มีบรรยากาศที่สวยงาม และมีพนักงานที่คอยให้บริการเป็นอย่างดี ธุรกิจจึงมีการแข่งขันกันสูงมากขึ้นทุกวัน และมีต้นทุนการดำเนินงานที่ซับซ้อน เป็นผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารและพัฒนาการจัดการให้ดี ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดและมีผลกำไร

เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง มีผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารจำนวนมากทุกปี ในขณะเดียวกันก็มีผู้ประกอบการที่เลิกกิจการจำนวนมากอยู่ในอันดับต้นๆของธุรกิจที่ปิดกิจการ จะเป็นเพราะขาดทุน ขายกิจการ หมดสัญญาเช่า หรือเจ้าของตาย อย่างไรก็ตามธุรกิจร้านอาหารเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนค่อนข้างสูง คนทำร้านอาหารที่มีกิจการสามารถอยู่ได้ ตั้งแต่สามปีขึ้นไป จะมีฐานะดีผิดกับเมื่อเริ่มต้นอย่างคนละเรื่องทีเดียว ความเย้ายวนอีกประการหนึ่งของธุรกิจนี้คือ เป็นธุรกิจเงินสด จะเห็นกันน้อยมากว่ามีร้านอาหารที่เปิดเครดิตให้ลูกค้า เป็นธุรกิจที่เกิดง่าย ตายง่าย จะอยู่ให้ยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลานได้ยาก หลายร้านเป็นเหมือนต้นไม้ล้มลุก เกิดมาตามฤดูกาล ให้ดอกผลแล้วก็ร่วงโรยตายไป ร้านพวกนี้สังเกตไม่ยาก มักจะไม่ลงทุนในการก่อสร้าง โรงเรือนทำแบบชั่วคราว ถ้าขายดีก็จะปรับปรุงขยับขยายต่อไป ถ้าขายไม่ดี ไปไม่รอด ก็จะไม่ต้องขาดทุนมาก

การบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหาร

1.ต้องมีความรู้พื้นฐานในธุรกิจให้บริการของตนเอง และติดตามความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
2.ต้องมีความเป็นผู้นำและพื้นฐานความรู้ด้านการบริหารจัดการ
3.ส่งเสริมและให้โอกาสพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจในลักษณะแบ่งปันผลประโยชน์จากรายได้
4.ให้ความสำคัญกับการสรรหาและฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร
5.ให้ผลตอบแทนและสิ่งจูงใจที่เหมาะสมเพื่อให้แรงกระตุ้นในการปฏิบัติงานของพนักงาน
6.ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหารหรือเสนอความคิดเห็น
7.ดำเนินการให้ถูกต้องต่อกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ
8.จัดทำแผนธุรกิจที่เหมาะสม ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
9.ต้องให้ความสำคัญและเวลากับการบริหารอย่างใกล้ชิด

ธุรกิจขนาดเล็กในการเปิดร้านค้าออนไลน์

เปิดร้านค้าออนไลน์
ในปัจจุบันการซื้อขายสินค้าผ่านหน้าร้านออนไลน์ในประเทศไทยของเรา ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศให้การยอมรับเปิดกว้างมากขึ้น คงเป็นเพราะทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีกันหมดแล้ว จนออนไลน์กันเกือบทั้งประเทศ เลยทำให้พ่อค้าแม่ขายสนใจหาช่องทางค้าขายสินค้าเพิ่มมากขึ้นโดยการเปิดร้านค้าออนไลน์
สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนเปิดร้านค้าออนไลน์ คือ
1.สินค้า เป็นหัวใจสำคัญหลักในการทำรายได้ทั้งหมดให้กับคุณ ส่วนตัวเว็บไซต์เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้สินค้าของคุณขายได้
2.ข้อมูลร้าน และข้อมูลสินค้า ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของสินค้าที่คุณขาย และข้อมูลติดต่อกับลูกค้าของท่านลงไปด้วย เช่น เบอร์โทร ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ อีเมล์ เฟสบุ๊ค Line ลงไปเพื่อสร้างความเชื่อถือโดยการใช้ข้อมูลที่เป็นจริงเท่านั้น
3.รูปภาพประกอบ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งมีรูปภาพมากเท่าไหร่ยิ่งดีสำหรับผู้ที่ทำการขายสินค้าผ่านเน็ต
ความเสี่ยงกับธุรกิจออนไลน์
การทำธุรกิจออนไลน์ยังให้ผลรับที่ดีกว่าข้อเสียอยู่มาก แต่ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงสูงถึง 50 % ที่เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์จะอยู่ได้ไม่รอ เป็นเพราะอะไรมีปัจจัยหลักดังนี้
1. ขาดความรู้ด้านเว็บไซต์ ไม่มีการพัฒนา หรือไม่อัพเดทข้อมูล
2. ขาดการโปรโมทสินค้าและเว็บไซต์ ถ้าไม่มีการโปรโมทสินค้าอะไรเลย การทำธุรกิจออนไลน์ก็ไม่มีความหมายอะไร
3. เรื่องของราคาต้นทุนของสินค้า ถ้ารับสินค้ามาในราคาแพงความเสี่ยงก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เป็นเพราะมีการตัดราคาขายของพ่อค้าแม่ขายด้วยกันเอง
4. การบริการ บริการที่ล่าช้า หรือไม่สามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที ลูกค้าจะไม่รอเพราะมีทางเลือกให้อีกมาก
การทำธุรกิจทุกอย่างหรือแม้แต่การใช้ชีวิตมีความเสียงอยู่เสมอ อยู่ที่ว่าจะเสี่ยงน้อยหรือเสี่ยงมากกเท่านั้นเอง พนักงานประจำอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ไม่กล้าที่จะเดินออกมาเพราะกลัวความเสี่ยงจะเกิดขึ้น ดังนั้นการลงทุนทุกอย่างจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายให้อย่างชัดเจน และให้หาวิธีที่จะทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดทุน

กลยุทธ์ของเจ้าของกิจการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม


เถ้าแก่ใหม่สำหรับ SMEs เถ้าแก่ใหม่หรือผู้ประกอบการอิสระ หรือ เจ้าของกิจการรายใหม่ กำลังเป็นที่สนใจของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยยอมรับกันว่า เถ้าแก่ใหม่นั้นจะเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเถ้าแก่ใหม่จะเป็นผู้ที่มองเป็นโอกาสและช่องทางต่างๆแล้วสร้างธุรกิจของตนอย่างสร้างสรรค์ และจะเป็นผู้ที่เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสหรือจะมองในแง่ของ ช่วงภาวะแห่งอันตราย คือ โอกาส
คุณสมบัติขั้นต่ำ 7 ประการสำหรับ เถ้าแก่ใหม่
1. ต้องเป็นนักแสวงหาโอกาส
ต้องมองเห็น ” โอกาส” แม้ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ โดยมองเห็นโอกาสแล้วหยิบฉวยขึ้นได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่มองเห็นโอกาสแล้วไม่มีความสามารถหรือไม่กล้า นั่นถือว่า ” เสียของ ”
2. ต้องเป็นนักเสี่ยง
ต้องกล้าเสี่ยงที่จะลุยเข้าไปเลย เพราะการที่จะเป็นเถ้าแก่นั่นคือ คุณจะมีโอกาสทั้งขาดทุน และกำไร นั้นคือสิ่งที่คุณ จะได้รับ ความเป็นนักเสี่ยงนั้นไม่ใช่ทำแบบบ้าบิ่นหรือไม่มีหลักการและเหตุผลเอาซะเลย
3. ต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
เป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับเถ้าแก่ใหม่ เพราะการที่จะเข้าไปแข่งขันกับเถ้าแก่เดิมหรือสินค้าที่มีอยู่ในตลาดนั้นจำเป็น จะต้องมีความคิดใหม่ๆ และสร้างสรรค์ แต่ไม่ใช่เพ้อฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
4. ต้องไม่ท้อถอยง่าย
เถ้าแก่ใหม่จะต้องมี “ความอึด” โดยเฉพาะเริ่มแรกของการทำธุรกิจใหม่ๆ ความมุมานะไม่ย่อท้อความลำบาก และมุ่งมั่น ที่จะให้ธุรกิจที่ตนสร้างนั้นประสบความสำเร็จ และหวังที่จะเก็บดอกออกผลในอนาคต
5. ต้องใฝ่รู้เสมอ
เถ้าแก่ใหม่จะต้องมีความตื่นตัว ใฝ่หาความรู้เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และปรับเปลี่ยนเข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ดี และยังเป็นการปรับปรุงงานต่างๆด้วย
6. ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
โดยจะต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ว่าจะไปไหนและมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร คล้ายกับยิงธนูจะต้องเหนี่ยว ยิงลูกธนูนั้นให้ถูกทิศทางและเป้าหมายนั่นเอง
7. ต้องมีเครือข่ายที่ดี
เถ้าแก่ใหม่มีเครือข่ายที่ดีจะหมายถึง มีคนชี้แนะ สนับสนุนมาก มีแหล่งข้อมูลมาก และรวมไปถึงเพื่อน หรือญาติพี่น้องที่จะช่วยเหลือ โดยคุณสมบัติดังกล่าว ไม่ใช่คุณสมบัติที่จะต้องมีมาแต่กำเนิด เราทุกคนสามารถมีได้ และพัฒนาขึ้นมาได้แต่ต้องใช้เวลา นี่ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่ เป็นพรแสวงที่ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะแสวงหาสิ่งนั้นด้วยตัวคุณเอง ถ้าไม่เชื่อ คุณลองไปถามเถ้าแก่เก่าที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีตแรงกดดันที่ทำให้ SMEs ต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ปัญหาของอุตสาหกรรมไทยที่ผ่านมามีหลายประการ เช่นด้านการผลิต การจัดการบริหาร แหล่งเงินทุน การตลาด แรงงาน คุณภาพสินค้า และเทคโนโลยีเป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านั้นทำให้อุตสาหกรรมขาดความสามารถในการทำกำไร

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีปัญหามากมายหลายด้าน

3

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีปัญหามากมายหลายด้าน ยิ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ที่เรียกกันจนชินว่า SMEs ด้วยแล้ว จะยิ่งประสบความยากลำบากมากยิ่งขึ้น แต่ผู้เขียนมักจะคิดเสมอว่า ในทุกสิ่งจะมีทั้งโอกาส และ อุปสรรคในสิ่งนั้นเสมอ เพียงแต่ว่า เราจะสามารถมองเห็นว่า อะไรคือ โอกาส , อะไร คือ อุปสรรค และนำสิ่งที่เป็นโอกาสมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้หรือไม่ ดังนั้น ผู้เขียนจะขออนุญาตสรุปปัญหาในการดำเนินธุรกิจ SMEs เพื่อให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณา ดังนี้ อำนาจการเจรจาต่อรอง จะพบว่า SMEs มีอำนาจในการเจรจาต่อรองในด้านต่างๆน้อยมาก ไม่ว่า ด้านการจัดซื้อ เพราะว่า ซื้อจำนวนไม่มาก เนื่องจากมีกำลังการผลิตไม่มาก ทำให้ ต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งเป็นผลมาจาก ราคาวัตถุดิบสูง หรือ ไม่ได้เครดิตจากการจัดซื้อการขยายตลาดในการจำหน่ายสินค้าเนื่องจากการทำการตลาด จะต้องประกอบด้วยขั้นตอน วิธีการ และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ซึ่งขึ้นกับชนิดของสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงการใช้เงินทุนในการทำการตลาดด้วย แต่ผู้ประกอบการ SMEs จะมีองค์ประกอบในด้านการตลาดน้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังคน หรือ กำลังเงิน หรือ กำลังสมอง

เงินทุนหมุนเวียน เป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่า ธุรกิจ SMEs เป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการมีเงินทุนจำกัด ขาดระบบการบริหารจัดการ ธุรกิจ SMEs ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการบริหารแบบทำไปแก้ปัญหาไป ไม่ค่อยมีระบบ เช่น บุคลากร 1 คนต้องทำงานในหลายๆหน้าที่ หรือ การจัดการที่ขึ้นอยู่กับบุคคลเพียงคนเดียว ไม่มีบุคคลที่จะสามารถตัดสินใจแทนกันได้ หากเกิดปัญหาขึ้นกับบุคคลนั้น ก็จะส่งผลต่อธุรกิจ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า ที่กล่าวมานั้น เป็นปัญหาของการดำเนินธุรกิจ SMEs แต่จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ทุกสิ่งจะมีทั้งโอกาสและอุปสรรคในตัวเอง หรือ อีกนัยหนึ่งคือ มีทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียบเปรียบในตัวเองนั่นเอง ดังนั้น ลองมาพิจารณาถึงข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของ ธุรกิจ SMEs ซึ่งจะนำไปสู่การที่จะนำเอา สิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป จากการที่ปัจจุบัน SMEs มีตลาดในการจำหน่ายสินค้าไม่กว้าง จำหน่ายในวงจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านตลาดต่างประเทศจะไม่มีความชำนาญ ไม่รู้วิธีการติดต่อ ไม่รู้วิธีการเจรจาต่อรอง หรือแม้กระทั่งระบบการจัดจำหน่าย แต่หากจะพิจารณาเป็นข้อดี คือ มุ่งจำหน่ายในตลาดเฉพาะเจาะจง โดยทำการศึกษาเฉพาะตลาดเป้าหมาย ซึ่งเป็นตลาดที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เหมาะสมกับกำลังการผลิต ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งส่งผลต่อ ราคาขายที่สามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่า การขายในตลาดทั่วไป

นวัตกรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดย LeXingTonDisTricTumc | PahlawanWeb powered by WordPress