ปัจจุบันการเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องยาก


โดยปกติแล้วธุรกิจไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ก็มักจะมีกิจกรรมทางธุรกิจที่คล้าย ๆ กัน คือ กิจกรรมทางด้านการผลิต การตลาด การบริหารบุคคล และการเงินเป็นต้น แต่เมื่อธุรกิจมีขนาดเล็ก ยังมีกำลังการผลิตไม่สูง มียอดขายไม่มาก ผู้ประกอบการมักจะดูแลกิจกรรมทางธุรกิจทุกด้านด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามเมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จ สิ่งที่ตามมา ก็คือการขยายตัวของกิจกรรมทางธุรกิจในทุกด้าน ซึ่งปริมาณงานก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าผู้ประกอบการไม่รู้ทักษะและกลยุทธ์ในการจัดการ การดูแลที่ไม่ทั่วถึงจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจ และเป็นโอกาสให้คู่แข่งในตลาดคว้าส่วนแบ่งตลาดที่กำลังขยายตัวนี้ไปครอง หรือถ้าผู้ประกอบการยอมไปลงทุนเพื่อขยายงาน แต่ไม่มีการวางแผนและมีระบบการบริหารจัดการที่ดี การลงทุนนั้นนอกจากจะไม่คุ้มค่าก็จะตามมาด้วยภาระหนี้ล้นพ้นตัว และมีโอกาสที่จะล้มละลายได้ การบริหารธุรกิจขนาดย่อมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงขณะที่กำลังขยายตัวจึงต้องการวิธีการบริหารงานแบบมืออาชีพคำว่า “มืออาชีพ” หมายถึงการบริหารแบบมีแผนงานและเป็นระบบ อย่างไรก็ตามความเป็นระบบของธุรกิจมักไม่ค่อยเกิดขึ้นกับธุรกิจขนาดเล็กในช่วงเริ่มต้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในช่วงนี้ขนาดขององค์กรยังไม่ใหญ่ กิจกรรมทางธุรกิจยังไม่มากและซับซ้อนพอที่จะสร้างระบบขึ้นมารองรับ ในช่วงต้นนี้ผู้ประกอบการจะทำหน้าที่เป็นผู้ชำนาญการทั่วไปของงานในทุกแผนก เมื่อธุรกิจเติบโตจนมีปริมาณงานมากพอ การพัฒนาระบบงานที่ดีจะอำนวยประโยชน์ให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผน ติดตามและควบคุมให้การดำเนินงานในทุกด้าน เช่น ผู้ชำนาญการด้านการตลาด การผลิต การบริหารบุคคล หรือการเงิน เข้ามาช่วย และผู้ประกอบการจะต้องหันไปเล่นบทบาทเป็นนักกลยุทธ์ มากขึ้นโดยต้องเรียนรู้ทักษะในการบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อหาวิธีการดำเนินงานให้บริษัทอยู่รอดได้ในระยะยาว

ใครที่คิดว่าธุรกิจขนาดเล็กประสบความสำเร็จได้ยากและไม่ค่อยมีผลอะไรต่อระบบเศรษฐกิจ ขอให้คิดใหม่ได้เลย ปัจจุบันทั่วประเทศมีผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กกระจายอยู่ทุกพื้นที่ เมื่อมีคนผลิต คนขาย และคนซื้อ ก็ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนแล้ว

นอกจากนี้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถลดความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากทำให้ระบบสินค้าไม่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวธุรกิจขนาดเล็กตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทั่วถึงกว่า เนื่องจากผู้ประกอบการที่มีหัวคิดใหม่มักจะผลิตสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภคโดยเป็นสินค้าที่อาจจะยังไม่มีใครผลิต หรืออาจเป็นสินค้าที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม และที่สำคัญที่สุดธุรกิจขนาดเล็กช่วยลดอัตราการว่างงานได้มากทีเดียว การวิเคราะห์ออกมาแล้วว่า 77.86 ของการจ้างงานทั้งหมด เป็นการจ้างงานของวิสาหกิจและธุรกิจขนาดย่อม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นแหล่งจ้างงานของประเทศ นอกจากนี้การว่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือ เช่น คนชรา หรือเด็กจบใหม่ ก็ช่วยพัฒนาความสามารถของแรงงานให้มีประสบการณ์ ไปจนถึงกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ได้

ธุรกิจขนาดย่อมสามารถเติบโตเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้

การเพิ่มการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

เป็นสถานการณ์ซึ่งธุรกิจมีการแข่งขันด้านการขาย ถ้ามีผู้ผลิตที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท บริษัทขนาดใหญ่เหล่านั้นมีอำนาจการต่อรองสูง ผูกขาดด้านราคา ไม่มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ แต่ถ้าหากมีธุรกิจขนาดย่อมเข้ามาแข่งขันด้วยจะทำให้การแข่งขันด้านราคาลดลง ตลอดจนมีการเพิ่มผลผลิตและเพิ่มมาตรฐานของสินค้าการบริการ ซึ่งเป็นการเพิ่มมาตรฐานการครองชีพให้แก่ประชาชนได้ เพราะเมื่อมีการลงทุนเพื่อธุรกิจอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดรายได้แก่สังคมในรูปต่างๆ ทำให้รายได้ประชาชาติสูงขึ้น ซึ่งมีผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเมื่อธุรกิจได้ชำระภาษีให้กับรัฐ รัฐก็นำไปใช้ในการสร้างสาธารณูปโภคเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน

คนที่ว่างงานมักจะหันมาเริ่มต้นธุรกิจขนาดย่อมได้ง่ายและธุรกิจขนาดย่อมนั้นสามารถเติบโตเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้ต่อไป สำหรับธุรกิจขนาดย่อมสามารถสร้างงานใหม่ได้ คือ การลงทุนในธุรกิจใหม่ๆหรือการขยายธุรกิจเดิมส่งเสริมการมีงานทำ และช่วยทำให้มาตรฐานการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมสูงขึ้นเพราะในการดำเนินการธุรกิจนั้นจำเป็นต้องมีการจ้างบุคคลเข้าทำงาน อันก่อให้เกิดรายได้ เกิดอำนาจซื้อ ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้มีรายได้นำไปซื้อปัจจัย 4 ที่มีคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งมีผลดีต่อความเป็นชีวิตของตัวผู้ประกอบการเอง ส่งผลให้ผลดีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง พัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น และมีมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้นด้วยและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงาน

ปัญหาหลักๆของผู้ที่ประกอบธุรกิจขนาดเล็กนั้นส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาด้านบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ด้านการตลาดและการขายบนพื้นฐานของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือทุนที่จะใช้ในด้านการตลาดและการขาย ซึ่งมักจะเป็นปัญหาพื้นฐานทั่วไปของธุรกิจที่พักขนาดเล็กที่ดำเนินการโดยคนท้องถิ่นที่พบได้ทั่วไปในปัจจุบัน แต่ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่อุปสรรคในการที่จะพัฒนาด้านการตลาดและการขายจนทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจที่มีขนาดที่ใหญ่กว่าที่มีบุคลากรมากกว่า และมีทุนทรัพย์ที่สูงกว่าเสียเลยทีเดียวถ้าเข้าของธุรกิจมีวิสัยทัศน์ในการบูรณาการงานทางด้านการตลาดและการขายก็จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ก็จะสามารถแข่งขันได้ไม่น้อยหน้ากัน

หลักง่ายๆในการเริ่มต้นธุรกิจขนาดย่อม

1.สำรวจตัวเอง คือ ประเมินตัวเองว่ามีความสนใจเรื่องอะไร มีความรู้ ความสามารถ ที่สนับสนุนสิ่งที่ตัวเองสนใจหรือไม่
2.สำรวจตลาด  ตลาดในที่นี้คือตลาดเศรษฐกิจ ศึกษาดูว่ามีคู่แข่งสินค้าชนิดนั้นๆกี่ราย เขามีวิธีการทำธุรกิจอย่างไร สินค้าเขามีกี่ชนิด ราคาเท่าไหร่ ฯลฯ
3.หาทำเล ในกรณีที่ท่านทำธุรกิจที่ต้องใช้สถานที่ เช่น ทำเป็นโรงงาน, สต็อคสินค้า หรือเปิดร้านอาหาร ร้านเสริมความงาม ควรให้ความใส่ใจกับการเลือกสถานที่ด้วย
4.เขียนแผนธุรกิจ ถ้าการขับเคลื่อนธุรกิจของท่าน มาจากเงินทุนจากสถาบันการเงินเป็นหลัก ควรวางแผนธุรกิจให้รอบคอบ เรียบร้อย และร่างออกมาเป็นแผนธุรกิจเพื่อเสนอให้สถาบันการเงินพิจารณา

กลยุทธ์การตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่สามารถสร้างความสำเร็จ


มีกลยุทธ์การตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากที่สามารถสร้างความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมให้กับผลิตภัณฑ์และบริการทางอินเตอร์เน็ต  มีแนวคิดจำนวนมากสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีความจำเป็นสำหรับการสร้างความเจริญเติบโตให้กับธุรกิจของคุณ คุณสามารถนำเครื่องมือทางการตลาดมาใช้เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการทางอินเตอร์เน็ต

สิ่งที่จำเป็นต้องทำเมื่อเริ่มต้นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
 1.  สร้างเว็บไซต์ของตนเอง
ในขั้นเริ่มต้นของการทำการตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กคุณจำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์เป็นของตนเอง เป็นรากฐานในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของคุณทางอินเตอร์เน็ต  เว็บไซต์ของตนเองจะเป็นช่องทางหนึ่งในการนำกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมาพบกับผลิตภัณฑ์และบริการของคุณ เว็บไซต์ของคุณจะต้องมี keywords กับ meta tags และรายละเอียดที่สามารถนำผู้เข้าชมเข้ามาในเว็บไซต์ เว็บไซต์ของคุณควรนำเข้าสู่หน้าหลักที่จะเชื่อมโยงผู้เข้าชมได้เห็นข้อมูลสำคัญที่จะทำให้ทราบรายละเอียดทั้งหมดที่คุณนำเสนอในการทำเช่นนี้จะทำให้คุณมีโอกาสนำเสนอมากขึ้นและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น
2.  เขียนบทความและโพสลงใน blog
การทำ blog และการเขียนบทความจะสร้างความแข็งแกร่งและนำความสำเร็จสู่ธุรกิจคุณ สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งยวดที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กนิยมนำมาใช้  คำสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจะนำคุณสู่การค้นคว้าด้านบนสุดของ search engines  ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและใครบางคนที่สนใจสินค้าแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายของคุณ การมี blog จำนวนหลาย bolg จะเพิ่มการแสดงผลของคุณและในขณะเดียวกันก็สร้างอัตราการเข้าชมในเว็บไซต์ของคุณขึ้นเพิ่มด้วย เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อ่านโดยการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่จะนำพวกเขาไปสู่ความสนใจเกี่ยวกับสินค้าและบริการของคุณ
3. สร้างรายชื่อสมาชิกที่สำคัญในอีเมล์ของตนเอง
เมื่อเว็บไซต์ของคุณใช้งานจริงแล้ว การสร้างรายชื่ออีเมล์เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นพิเศษ  ข้อมูลรายชื่อสมาชิกในอีเมล์ควรเชื่อมต่อโดยตรงถึงเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งทั้งสะดวกและง่ายดาย สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการที่คุณสามารถทำเพื่อดึงดูดผู้ชมเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ มีไอเดียที่น่าสนใจคือการให้มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกในเว็บไซต์หรือ blog ของคุณ หรือสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ ที่เรามี การสร้างบัญชีรายชื่ออีเมล์จะเพิ่มโอกาสที่จะแจ้งข้อมูลสำคัญๆ กับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาเยี่ยมชม   ดังนั้นจึงควรจัดให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ติดต่อในธุรกิจของคุณเพื่อที่จะมีโอกาสเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้าและในภายหลังจะกลายเป็นลูกค้าประจำของคุณ

กลยุทธ์การตลาดของธุรกิจขนาดเล็กจึงมีความสำคัญสำหรับธุรกิจของคุณในการสร้างผลกำไรมากขึ้นรวมทั้งสร้างประโยชน์สูงสุดกับตลาดของคุณ

ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับทางธุรกิจ SME

ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับทางธุรกิจ SME

นักลงทุนบางกลุ่มอาจชอบลงทุนในหุ้นขนาดกลางมากกว่า เพราะบริษัทเหล่านี้อาจมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าบริษัทขนาดใหญ่ และบางครั้งอาจซื้อหุ้นเหล่านั้นได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคายุติธรรม (Fair price) เนื่องจากหุ้นเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นขนาดกลางมักเป็นเป้าหมายของบริษัทขนาดใหญ่ในการที่จะเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions) ซึ่งข้อดีก็คือ บริษัทที่มาเข้าซื้ออาจยินดีที่จะจ่ายชดเชย (Premium) ให้กับหุ้นของบริษัทขนาดกลางนั้นๆ ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นของบริษัทขนาดกลางดังกล่าวนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นในจังหวะที่ราคาแพงเกินไป ก็คงเป็นการยากที่จะทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ซึ่งก็จะส่งผลเสียต่อผู้ลงทุนเช่นกัน แน่นอนว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวส่งผลแบบเดียวกันกับหุ้นขนาดใหญ่และขนาดเล็กด้วย

หุ้นขนาดเล็กมักเป็นที่รู้กันว่าเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหุ้นที่มีความผันผวนสูงด้วย เพราะหุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก เป็นบริษัทขนาดเล็ก และอยู่ในขั้นแรกๆของวัฏจักรธุรกิจ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะล้มและหายไปจากตลาดด้วย โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทขนาดเล็กนั้น เจ้าของหรือบอร์ดบริหารมักจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ราคาหุ้นนอกจากจะขึ้นกับผลการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ยังอาจขึ้นกับการตัดสินใจบางอย่างของเจ้าของด้วย เพราะเจ้าของบริษัทเองก็คงไม่อยากจะขาดทุนไปพร้อมๆกันกับบริษัทที่ตัวเองสร้างมา จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าหุ้นแต่ละขนาดมีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน นักลงทุนอาจใช้ลักษณะเฉพาะอย่างของหุ้นแต่ละขนาดมาประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลงทุนของตนเอง หรืออาจเลือกลงทุนในหุ้นทั้งสามขนาดคละกันไปเพื่อกระจายความเสี่ยงโดยปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแต่ละขนาดให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการลงทุนก็ได้เช่นกัน เช่น หากนักลงทุนยอมรับความเสี่ยงได้มากแลกกับการมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น ก็อาจจะให้น้ำหนักกับหุ้นขนาดเล็กมากหน่อย แต่ถ้านักลงทุนชอบหุ้นที่มีความมั่นคง มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ก็ให้น้ำหนักกับหุ้นขนาดใหญ่ เป็นต้น

ความสำคัญในการจัดตั้งธุรกิจขนาดเล็ก

ความสำคัญในการจัดตั้งธุรกิจขนาดเล็ก

ธุรกิจ หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต การจำหน่าย และการบริการ ธุรกิจ SMEs หรือ ธุรกิจขนาดย่อม หมายถึง ธุรกิจที่เป็นอิสระมีเอกชน เป็นเจ้าของ ดำเนินการโดยเจ้าของเอง ไม่เป็นเครื่องมือของธุรกิจใด ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล ของบุคคล หรือธุรกิจอื่น มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ และมีพนักงานจำนวนไม่มาก ธุรกิจขนาดย่อม ช่วยในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากธุรกิจขนาดย่อมช่วยให้เกิดการกระจายรายได้จากกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ ไปสู่กลุ่มคนต่าง ๆ ทำให้เกิดการจ้างงานและประชาชน มีรายได้ ซึ่งเป็นตัวช่วยให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น ธุรกิจขนาดย่อม เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจขนาดใหญ่เพราะความเจริญก้าวหน้าของ ธุรกิจขนาดย่อมทำให้ธุรกิจมั่นคงมียอดการผลิตที่สูงขึ้น และมีการนำเทคโนโลยี ที่สูงขึ้นมาใช้ในการผลิตซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นฐานไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดย่อม เป็นแหล่งผลิตสินค้าใหม่ ๆ เป็นการรวมกลุ่มของบุคคลร่วมกันคิด และผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาสู่ตลาด โดยที่ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่กล้าเสี่ยง ต่อการลงทุน

คำว่า เอสเอ็มอี นั้นเป็นคำย่อ ของคำว่า Small and Medium Enterprise (SME) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง สำหรับคำที่ใช้กันอย่างเป็นทางการของภาษาไทย คือ “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” นั่นเอง คงเคยได้ยิน ได้ฟังกันมาบ้างแล้ว และอาจจะสงสัย หรือว่ามึนงง ไอ้เจ้า “เอสเอ็มอี” แท้ที่จริงนั้น sme คืออะไร กันแน่ ทำไมผู้ใหญ่หลายท่าน ถึงพยายามที่จะช่วยกัน ส่งเสริมและผักดันให้มีการลงทุน ในธุรกิจ เอสเอ็มอี คำว่า เอสเอ็มอี นั้นเป็นคำย่อ ของคำว่า Small and Medium Enterprise (SME) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง สำหรับคำที่ใช้กันอย่างเป็นทางการ ของภาษาไทยคือ “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” นั่นเอง สำหรับประเทศไทย ได้มีกฎหมาย ธุรกิจเอสเอ็มอี ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเรียกว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม พ.ศ. 2543 โดยตาม กฎหมายฉบับนี้นั้น ได้ให้อำนาจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในการกำหนดว่า ใครบ้างที่จะได้ ขึ้นชื่อว่า เข้าข่ายเป็น ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งจะประกาศออกมาเป็นกฎกระทรวง ก่อนหน้านี้ จะใช้เกณฑ์ ในการวัดว่า ธุรกิจไหนเป็น เอสเอ็มอี ดังนี้คือ กิจการที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการผลิตหรือบริการ มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน สองร้อยล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน สองร้อยคนกิจการค้าส่ง ที่มีทรัพย์สินถาวรไม่เกิน หนึ่งร้อยล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน ห้าสิบคน กิจการค้าปลีก ที่มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน หกสิบล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน สามสิบคน

นวัตกรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดย LeXingTonDisTricTumc | PahlawanWeb powered by WordPress