การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีปัญหามากมายหลายด้าน

3

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีปัญหามากมายหลายด้าน ยิ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ที่เรียกกันจนชินว่า SMEs ด้วยแล้ว จะยิ่งประสบความยากลำบากมากยิ่งขึ้น แต่ผู้เขียนมักจะคิดเสมอว่า ในทุกสิ่งจะมีทั้งโอกาส และ อุปสรรคในสิ่งนั้นเสมอ เพียงแต่ว่า เราจะสามารถมองเห็นว่า อะไรคือ โอกาส , อะไร คือ อุปสรรค และนำสิ่งที่เป็นโอกาสมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้หรือไม่ ดังนั้น ผู้เขียนจะขออนุญาตสรุปปัญหาในการดำเนินธุรกิจ SMEs เพื่อให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณา ดังนี้ อำนาจการเจรจาต่อรอง จะพบว่า SMEs มีอำนาจในการเจรจาต่อรองในด้านต่างๆน้อยมาก ไม่ว่า ด้านการจัดซื้อ เพราะว่า ซื้อจำนวนไม่มาก เนื่องจากมีกำลังการผลิตไม่มาก ทำให้ ต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งเป็นผลมาจาก ราคาวัตถุดิบสูง หรือ ไม่ได้เครดิตจากการจัดซื้อการขยายตลาดในการจำหน่ายสินค้าเนื่องจากการทำการตลาด จะต้องประกอบด้วยขั้นตอน วิธีการ และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ซึ่งขึ้นกับชนิดของสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงการใช้เงินทุนในการทำการตลาดด้วย แต่ผู้ประกอบการ SMEs จะมีองค์ประกอบในด้านการตลาดน้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังคน หรือ กำลังเงิน หรือ กำลังสมอง

เงินทุนหมุนเวียน เป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่า ธุรกิจ SMEs เป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการมีเงินทุนจำกัด ขาดระบบการบริหารจัดการ ธุรกิจ SMEs ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการบริหารแบบทำไปแก้ปัญหาไป ไม่ค่อยมีระบบ เช่น บุคลากร 1 คนต้องทำงานในหลายๆหน้าที่ หรือ การจัดการที่ขึ้นอยู่กับบุคคลเพียงคนเดียว ไม่มีบุคคลที่จะสามารถตัดสินใจแทนกันได้ หากเกิดปัญหาขึ้นกับบุคคลนั้น ก็จะส่งผลต่อธุรกิจ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า ที่กล่าวมานั้น เป็นปัญหาของการดำเนินธุรกิจ SMEs แต่จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ทุกสิ่งจะมีทั้งโอกาสและอุปสรรคในตัวเอง หรือ อีกนัยหนึ่งคือ มีทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียบเปรียบในตัวเองนั่นเอง ดังนั้น ลองมาพิจารณาถึงข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของ ธุรกิจ SMEs ซึ่งจะนำไปสู่การที่จะนำเอา สิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป จากการที่ปัจจุบัน SMEs มีตลาดในการจำหน่ายสินค้าไม่กว้าง จำหน่ายในวงจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านตลาดต่างประเทศจะไม่มีความชำนาญ ไม่รู้วิธีการติดต่อ ไม่รู้วิธีการเจรจาต่อรอง หรือแม้กระทั่งระบบการจัดจำหน่าย แต่หากจะพิจารณาเป็นข้อดี คือ มุ่งจำหน่ายในตลาดเฉพาะเจาะจง โดยทำการศึกษาเฉพาะตลาดเป้าหมาย ซึ่งเป็นตลาดที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เหมาะสมกับกำลังการผลิต ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งส่งผลต่อ ราคาขายที่สามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่า การขายในตลาดทั่วไป

ปัญหาและข้อจำกัดของธุรกิจขนาดย่อมในปัจจุบันนี้

3

ปัญหาด้านการตลาด SMEs ส่วนใหญ่มักตอบสนองความต้องการของตลาดในท้องถิ่น หรือตลาดภายในประเทศ ซึ่งยังขาดความรู้ความสามารถในด้านการตลาดในวงกว้าง โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันความสะดวกรวดเร็วในการคมนาคมขนส่งตลอดจนการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้วิสาหกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันกับสินค้าในท้องถิ่นหรือในประเทศที่ผลิตโดยกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น ขาดแคลนเงินทุน SMEs มักประสบปัญหาการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพื่อมาลงทุนหรือขยายการ ลงทุนหรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนทั้งนี้เนื่องจากไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นระบบและขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง

ปัญหาด้านแรงงาน แรงงานที่ทำงานใน SMEs จะมีปัญหาการเข้าออกสูง กล่าวคือ เมื่อมีฝีมือและมีความชำนาญมากขึ้นก็จะย้ายออกไปทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ที่มีระบบและผลตอบแทนที่ดีกว่า จึงทำให้คุณภาพของแรงงานไม่สม่ำเสมอการพัฒนาไม่ต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้าปัญหาข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิต โดยทั่วไป SMEs มักใช้เทคนิคการผลิตไม่ซับซ้อนเนื่องจากการ ลงทุนต่ำและผู้ประกอบการ/พนักงานขาดความรู้พื้นฐานที่รองรับเทคนิควิชาที่ทันสมัยจึงทำให้ขาดการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานที่ดี

ข้อจำกัดด้านการจัดการ SMEs มักขาดความรู้ในการจัดการหรือการบริหารที่มีระบบใช้ประสบการณ์จาก การเรียนรู้ โดยเรียนถูกเรียนผิดเป็นหลักอาศัยบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้องมาช่วยงานการบริหารภายในลักษณะนี้แม้จะมีข้อดีในเรื่องการดูแลที่ทั่วถึง (หากธุรกิจไม่ใหญ่นัก) แต่เมื่อกิจการเริ่มขยายตัวหากไม่ปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีระบบก็จะเกิดปัญหาเกิดขึ้นได้ ปัญหาการเข้าถึงบริการการส่งเสริมของรัฐ SMEs จำนวนมากเป็นการจัดตั้งกิจการที่มีรูปแบบไม่เป็น ทางการ เช่น ผลิตตามบ้านผลิตในลักษณะโรงงานท้องแถวไม่มีการจดทะเบียนโรงงาน ทะเบียนพาณิชย์ หรือทะเบียนการค้าดังนั้นกิจการโรงงานเหล่านี้ จึงค่อนข้างปิดตัวเองในการเข้ามาใช้บริการของรัฐ เนื่องจากปฏิบัติไม่ค่อยถูกต้องเกี่ยวกับการเสียภาษี การรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม หรือรักษาความปลอดภัยที่กำหนดตามกฎหมาย นอกจากนี้ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนก็เช่นเดียวกัน แม้ว่ารัฐจะได้ลดเงื่อนไขขนาดเงินทุนและการจ้างงาน เพื่อจูงใจให้ SMEsเพียง 8.1 % เท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐ

 

เทคโนโลยีที่นำมาใช้สำหรับธุรกิจโรงแรม

ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจบริการสามารถนำเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในปัจจุบันมาใช้ ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง มีเทรนด์ที่น่าติดตามอยู่ด้วยกัน 6 เทรนด์ดังนี้

1. Cloud / บริการซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต (SaaS)

ปัจจุบันธุรกิจโรงแรม และธุรกิจบริการหันมาใช้เทคโนโลยี Cloud และ Saas เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วยลดต้นทุน ค่าดูแล บำรุงรักษาเว็บไซต์ ไม่ต้องเสียเงินจ้างพนักงาน ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาด้านไอทีของเว็บไซต์ ทำให้มีเวลาให้กับงานบริการลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้ ยังความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดระบบให้ตรงกับ ความ ต้องการ สามารถอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ให้อัตโนมัติ โดยปราศจากค่าใช้จ่ายใด ๆ ทันทีที่มีการออกเวอร์ชั่นใหม่ ระบบจะทำการอัพเกรดให้อย่างอัตโนมัติ เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ไม่ใช่แฟชั่นที่จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เป็นเทรนด์ที่กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นเพื่อก้าวสู่อีกยุคหนึ่งของธุรกิจ โรงแรมที่ง่ายและสะดวกสบายขึ้น

2. อุปกรณ์เคลื่อนที่

เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน เป็นช่องทางใหม่ที่ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจบริการไม่ควรพลาด ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกในขั้นตอนเช็คอิน เพิ่มประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้า ไม่ต้องเสียเวลาเช็คอินที่เคาน์เตอร์แบบเดิม ทั้งยังช่วยโรงแรมในการลดจำนวนพนักงานหน้าเคาน์เตอร์อีกด้วย และไม่จำเป็นเฉพาะโรงแรมที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่เท่านั้น โรงแรมขนาดเล็กที่มีงบประมาณไม่มากนักก็สามารถทำได้ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดการแข่งขันในงานบริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

3. โซเชียลมีเดีย

การรีวิวของลูกค้าใน Trip Advisor มีผลอย่างมากต่อผู้ที่มองหาสถานที่ พักผ่อน กิน เที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งจะทำให้ธุรกิจของคุณถูกบอกต่อได้ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ในขณะที่ Facebook หรือ Twitter ก็มาแรงมากจนโรงแรมไหนที่ไม่มีเพจหรือทวิตเตอร์ หรือมีแต่ไม่ได้อัพเดท หรือคอยตอบคำถามลูกค้าอย่างรวดเร็ว ก็จะถูกมองว่าบริการไม่ดี สร้างความไม่ประทับใจตั้งแต่ยังไม่ทันได้ใช้บริการ ส่วนโรงแรมไหนดูแลเพจอย่างตั้งใจ ก็จะสามารถดึงดูดให้มีแฟนและผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเอื้อต่อการ สื่อสารต่าง ๆ ของโรงแรมสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

4. ระบบที่สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล

ลูกค้าคาดหวังที่จะได้รับประสบการณ์เฉพาะบุคคลจากโรงแรม ที่ไม่ใช่แค่การจำหน้าได้ เรียกชื่อถูก แต่อาจเป็นระบบแสดงข้อความต้อนรับลูกค้าผ่านหน้าจอโทรทัศน์ หรือบริการพิเศษอื่น ๆ เช่น อาหารจานพิเศษ การประดับดอกไม้ภายในห้องพัก เป็นต้น การมีระบบเก็บข้อมูลลูกค้าทำให้คุณทราบว่าลูกค้าคนนี้เคยมาใช้บริการแล้ว อาจจัดบริการพิเศษแก่ลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำ เพื่อตอกย้ำให้เกิดความประทับใจและนึกถึงโรงแรมของคุณทุกครั้งที่ต้องการมา พักผ่อน รวมถึงสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือการบอกต่อ แนะนำให้คนรู้จักมาใช้บริการกับคุณ

5. ระบบที่รวมเข้าเป็นมาตรฐานเดียวกัน

หลาย ๆ โรงแรมมักมีบริการอื่นเพิ่มเติมนอกจากห้องพัก และอาหาร เช่น บริการสปา หรือสนามกอล์ฟ หากสามารถรวมเข้าเป็นระบบเดียวกันได้จะทำให้สามารถจัดการกับข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งเห็นมุมมองที่แท้จริงในเรื่อง รายได้ กำไรชัดเจนขึ้นจากการที่โรงแรมสามารถดึงรายงานต่าง ๆ เกี่ยวกับงานบริหารการโรงแรมและการสื่อสารกับลูกค้าทั้งหมดมารวมเข้าไว้ในที่เดียวกันและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

6. ก้าวสู่ระดับสากล

เทรนด์สุดท้ายสำหรับยุคโลกาภิวัตน์นี้คือ การทำให้โรงแรมของคุณเป็นที่รู้จักไม่เพียงในประเทศเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถรู้จักคุณได้ ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ที่มีการจัดเตรียมข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ ค่าเงินสกุลต่าง ๆ รวมไปถึงการฝึกอบรมพนักงานให้รู้จักธรรมเนียมสากล และธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญ ๆ ของลูกค้าแต่ละชาติเพื่อให้สามารถรองรับลูกค้าทั่วโลกได้อย่างมืออาชีพอีกด้วย

เทรนด์ข้างต้นสามารถนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและยกระดับขีดการแข่งขันในธุรกิจของคุณ ตามเทรนด์ให้ทัน แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้โดยง่าย ก็ค่อย ๆ ปรับค่อย ๆ เปลี่ยนตามความสามารถและความเหมาะสมขององค์กรคุณต่อไปค่ะ

ธุรกิจขนาดย่อมสร้างความเจริญเติบโตโดยการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจองค์การภาคเอกชนได้เลิกกิจการและบางแห่งได้ลดจำนวนพนักงานลง ทำให้เกิดปัญหาการว่างงานโดยเฉพาะพนัหงานหรือเจ้าหน้าที่ธุรกิจของสถาบันการเงิน บริษัทส่งสินค้าออก ฯลฯ บุคคลเหล่านี้ต้องดิ้นรน เพื่อแสวงหาอาชีพใหม่เลี้ยงดูดตนเองและครอบครัว ธุรกิจขนาดย่อมจึงเป็นอาชีพน่าสนใจของผู้ประกอบการใหม่ที่ใช้เงินทุน และแรงงานในระยะเริ่มแรกไม่มากนัก

ประโยชน์ของธุรกิจขนาดย่อม
ธุรกิจขนาดย่อมมีการกระจายอยู่ทั่วประเทศ เนื่องจากมีขนาดเล็กดำเนินงานได้ง่าย  จึงมีบทบาทสำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศดังนี้
1.  สร้างงานใหม่ เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เกิดภาวะคนว่างงาน จำเป็นต้องหาอาชีพใหม่ให้กับตนเอง ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากธุรกิจขนาดย่อม เพราะต้นทุนการดำเนินงานต่ำ แรงงานใช้จากบุคคลในครอบครัว มีความเป็นอิสระในการทำงาน ฯลฯ และธุรกิจขนาดย่อมสามารถเติบโตเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ในอนาคตต่อไปได้
2.  สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ธุรกิจขนาดย่อมเป็นองค์กรของผู้ผลิตรายใหม่ที่มีความพยายามสร้างสรรค์ผลงานของตนเองด้วยการลองถูกลองผิด ก่อนที่จะขยายกิจการเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการยอมรับ เช่น การผลิตสบู่สมุนไพร การผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา ฯลฯ
3.  เพิ่มการแข่งขัน การมีธุรกิจขยดย่อมเข้ามาในตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ธุรกิจขนาดย่อมจึงมีส่วนเพิ่มระดับการแข่งขันในทางเศรษฐกิจ
4.  สนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดย่อมมีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ในด้านต่าง ๆ เช่น ช่วยในการผลิต การจัดจำหน่าย การหาข้อมูลทางการตลาด ฯลฯ
5.  เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการความปราณีตการใช้ฝีมือและทักษะ ธุรกิจขนาดย่อมจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาความสามารถในการประกอบการ
6.  เป็นการกระจายการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันการดำเนินงานของธุรกิจขนาดย่อมมีกระจายอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ ย่อมมีบทบาทในการส่งเสริมการกระจายรายได้  และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น
7.  เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ธุรกิจขนาดย่อมสามารถนำบุคคลซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถมาถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่  เป็นการอนุรักษ์ความรู้ถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังได้ศึกษาและพัฒนาผลผลิต เช่น การผลิตสินค้าพื้นบ้านประเภทหัตถกรรมของชุมชน เช่น การสานไม้ไผ่ การทอผ้าฝ้าย ผ้าไหม  เป็นต้น
8.  เป็นการระดมทุน ธุรกิจขนาดย่อมเป็นการรวบรวมเงินทุนของผู้ประกอบการและญาติพี่น้อง ก่อให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการระดมทุน

แนวคิดทางการตลาดสำหรับในการประกอบธุรกิจขนาดเล็ก

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีผู้คนจำนวนมากที่ถูกให้ออก ถูกลดขนาดองค์กร หรือเบื่อหน่ายจากการทำงานในองค์กร และเริ่มสนใจออกเผชิญโชคในเส้นทางการเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก โชคไม่ดีที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ล้มเหลวในการตัดสินใจวางแผนหรือกลยุทธ์ทางการตลาด มีแนวคิดทางการตลาดจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับดำเนินการทางการตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กสำหรับนำมาพิจารณาและวางแผน แต่สำหรับคำแนะนำครั้งนี้จะเลือกมาเพียง 10 แนวคิดสำหรับการตลาดธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น

แนวคิดที่ 1 : ความสอดคล้อง
ความสอดคล้องเป็นแนวคิดด้านการตลาดอันหนึ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น มักไม่พบในการนำไปใช้เป็นแนวคิดทางการตลาดสำหรับธุรกิจทั่วๆ ไปผู้ค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อย ซึ่งพบว่ามีความไม่สอดคล้องอย่างมากในทุกพื้นที่ของการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ความสอดคล้องจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อขายและเพิ่มคุณค่าให้กับตราสินค้า
แนวคิดที่ 2 : การวางแผน
เมื่อเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กตัดสินใจที่จะดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับการตลาด การวางแผนเป็นเป็นแนวคิดหลักต่อมาที่จะต้องเริ่มดำเนินการ การวางแผนเป็นส่วนที่จำเป็นมากสำหรับการตลาดธุรกิจขนาดเล็กหรือการทำการตลาดระดับอื่นๆ สำหรับเจ้าของกิจการจำนวนมาก ผู้จัดการทางการตลาด และยามเมื่อมีระดับการวางแผน CMOs ไม่ดี ให้เวลากับการวางแผนกลยุทธ์
แนวคิดที่ 3 : กลยุทธ์
กลยุทธ์เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติภายหลังการวางแผนทันทีเพราะว่ากลยุทธ์ของคุณจะเป็นรากฐานของกิจกรรมทางการตลาด ในกระบวนการวางแผนคุณต้องทำการพัฒนากลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ทำอย่างไรจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ และวิธีการที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายกลายมาเป็นลูกค้า
แนวคิดที่ 4 : เป้าหมายทางการตลาด
เป้าหมายทางการตลาดถือเป็นอีกแนวคิดที่สำคัญสำหรับตลาดธุรกิจขนาดเล็ก กำหนดให้แน่ชัดว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เจ้าของกิจการธุรกิจขนาดเล็กจะมุ่งเน้นว่าเป็นลูกค้าเฉพาะและนับเป็นการลดการสูญเสียทางการตลาด การกำหนดเป้าหมายทางการตลาดจะทำให้การดำเนินการตามแนวคิดการตลาดอื่นๆ ทำได้ง่ายขึ้นในการทำให้บรรลุและประสบความสำเร็จสูงสุด
แนวคิดที่ 5 : งบประมาณ
ถึงแม้ว่าจะอยู่ในอันดับที่ 5 แต่การจัดสรรงบประมาณก็มีความสำคัญตลอดกระบวนการทั้งหมด การจัดทำงบประมาณทางการตลาดมักเป็นเรื่องยากที่สุดและเป็นส่วนที่มีความคลาดเคลื่อนมากที่สุดสำหรับการตลาดของธุรกิจขนาดเล็ก เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางการตลาดและมักจบลงด้วยการวางงบประมาณคลาดเคลื่อน สิ่งสำคัญที่สุดในแนวคิดด้านการตลาดคือการจัดทำงบประมาณทางการตลาดตามความเป็นจริง ทั้งนี้ควรพิจารณาการ กระจายการใช้จ่ายอย่างเป็นประโยชน์ของเงินทุนที่มีอยู่
แนวคิดที่ 6 : ส่วนประสมทางการตลาด
ส่วนประสมทางการตลาดหมายความรวมถึง ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด ในกรณีเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กคุณจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ (หรือบริการ) การจัดสรรราคา การจัดหาสถานที่และวิธีการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และหาช่องทางชักจูงให้คนรู้จักผลิตภัณฑ์ของคุณ
แนวคิดที่ 7 : เว็บไซต์
ในตลาดปัจจุบันธุรกิจทุกๆ ขนาดจะต้องมีเว็บไซต์ เว็บไซต์ทางธุรกิจไม่ควรมีจำนวนหน้าที่น้อยเกินไปหรือข้อมูลล้าสมัย ลูกค้าจะใช้เวลากว่ากว่า 60% เพื่อค้นหาข้อมูลเว็บไซต์ก่อนตัดสินใจซื้อ แนวคิดการทำตลาดนี้จะมุ่งเน้นการสร้างความประทับใจให้เพิ่มขึ้นในทุกองค์ประกอบ แต่คุณควรจะเริ่ม อย่างน้อยดำเเนินการพัฒนาเว็บไซต์ขนาดเล็กและมีการให้ข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ
แนวคิดที่ 8 : ตราสินค้า
เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยมักจะละเลยความคิดนี้ การตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กจะต้องมุ่งเน้นแนวความคิดด้านการตลาดเช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่   การสร้างตราสินค้าประกอบไปด้วย รูปภาพ โลโก้ แบบรายการ แผนงาน การจัดเตรียม และภาพลักษณ์ของตราสินค้าและองค์กรของคุณ การสร้างตราสินค้าคือการทำอย่างไรให้ลูกค้ารับรู้ถึงผลิตภัณฑ์และองค์กร ให้แน่ใจว่าได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับชนิดของตราสินค้าที่คุณกำลังสร้างขึ้นผ่านขั้นตอนของการวางแผนและดำเนินการ
แนวคิดที่ 9 : การส่งเสริมการตลาดและการโฆษณา
การส่งเสริมการตลาดและการโฆษณาเป็นแนวคิดทางการตลาดที่ค่อนข้างซับซ้อน และต้องคำนึงถึงในธุรกิจทุกประเภทและทุกผลิตภัณฑ์และบริการ เมื่อดำเนินการตามแนวคิดทางการตลาด 8 ข้อข้างต้น สุดท้ายจะต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักและผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการตลาดและการโฆษณาที่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการจดจำตราสินค้าและท้ายที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของยอดขาย
แนวคิดที่ 10 : การจัดการลูกค้าสัมพันธ์
แนวคิดการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ถูกนำมาใช้ในระบบอุตสาหกรรมจำนวนมากในการทำตลาดทั่วโลก มีซอฟแวร์และบริการหลายประเภทถูกนำเสนอเพื่อช่วยเหลือธุรกิจหลายๆ ขนาดในการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ เนื่องจากมีใช้มากและมีประโยชน์มากมายในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมักจะมองแนวคิดนี้ว่าธุรกิจของพวกเขาไม่ได้มีขนาดใหญ่เพียงพอหรือมีเงินทุนในการดำเนินการให้บรรลุผล ไม่จำเป็นต้องทำเช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ๆ การรักษาลูกค้าอย่างเหมาะสมด้วยการจัดการลูกค้าสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความภักดีและการเป็นลูกค้าอย่างเหนียวแน่น

แนวคิดการตลาดข้างต้นควรต้องดำเนินการพิจารณา วิจัย วางแผน และดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ถึงกระนั้นการตลาดไม่ควรหยุดเพียงเท่านี้ ในธุรกิจที่มีความแตกต่างและมีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นจะต้องพิจารณามากยิ่งขึ้น แต่แนวคิดข้างต้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการตลาดของทุกๆ ธุรกิจ

นวัตกรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดย LeXingTonDisTricTumc | PahlawanWeb powered by WordPress